หลังจากระลอกคลื่นความคิดในปีที่แล้วของ TEDxBangkok 2015 ได้พัดกระจายออกไป นำพาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้หลอมรวมไปกับความคิดและจินตนาการ ไม่เพียงแค่ความคิดที่ถูกกระจายออกไปเท่านั้น แต่มันยังทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่สำคัญในใจของหลายๆ คน ให้ลุกขึ้นมาทำบางสิ่ง เช่นเดียวกันกับแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในใจของเต้ สุภัทท ลี้ศิริสรรพ์ หลังจากที่ได้ฟัง Talk “หากคุณเหนื่อย ลองวิ่งอีกก้าวสิ” ของ กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ ผู้ที่ฝันจะใช้ละครเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้แบบสดๆ ในงาน TEDxBangkok 2015 เต้ได้กลับมามีส่วนร่วมใน Blind Theatre อย่างไร การฟัง TEDxBangkok 2015 ครั้งนั้น สร้างแรงกระเพื่อมในใจเขาแค่ไหน เราไปติดตามกันเลย

———————————————————————

 

แนะนำตัวกันหน่อย

ชื่อ สุภัทท ลี้ศิริสรรพ์ ตอนนั้นมีโอกาสเข้ามาช่วยงานที่ Blind Theatre จากโครงการของ Hand up (เครือข่ายรวบรวมอาสาสมัครแบบ Skill-based Volunteer ให้กับองค์กรเพื่อสังคม)

ทำไมถึงตัดสินใจไปดู TedxBangkok 2015 ในปีที่แล้ว

เริ่มมาจากตอนที่เราเรียนวิชา Public Speaking ในมหาวิทยาลัย ซึ่งตัวอย่างของ Public Speaking ก็คือ TED Talk มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จัก TED จากนั้นเราก็ติดตาม TED มาตลอด ตอน TEDx จัดที่เชียงใหม่ เราก็บินไปดู พอมาจัดที่กรุงเทพฯ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย มันใกล้แค่นี้ ทำไมเราจะไม่ไปดู ปีที่แล้วเราก็เลยสมัครไป ดีใจมากที่ได้เข้าร่วม พอไปก็ประทับใจจริงๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เจอคนใหม่ๆ เราชอบบรรยากาศการได้แชร์ไอเดียมาก

จุดเริ่มต้นของความสนใจกับ Blind Theatre

ตอนเข้าร่วมงาน TedxBangkok 2015 ตอนนั้นจะมีกิจกรรม Blind Theartre จัดอยู่นอกฮอลล์ ให้ไปเข้าร่วมตอนพัก ตอนแรกเราก็ยังไม่รู้หรอกว่า Blind Theatre คืออะไร แต่เราก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจ ดูแปลกใหม่มากๆ โดยเขาจะให้เราต่อแถวรออยู่ข้างหน้า แล้วให้แต่ละคนปิดตาด้วยผ้าปิดตา แล้วก็จูงมือกันเข้าไป ระหว่างทางก็เหมือนมีใบไม้ที่พอเราเหยียบไปก็จะมีเสียง มันทำให้เรารู้สึกถึงความกลัว แล้วก็ความไม่แน่นอนว่า เราจะต้องเดินไปเจออะไรบ้าง จนเดินเข้าไปถึงข้างใน เขาก็จะให้เรานั่งเก้าอี้ แล้วก็มีเสียงขึ้น คือเหมือนเราปิดตา แล้วเขาก็เล่นละครเวทีอยู่รอบๆ เรา มีทั้งเสียง มีทั้งกลิ่น มีทั้งการกระแทก การสัมผัส เราก็เลยรู้สึกว่าเจ๋งว่ะ ก็เลยสะกิดเพื่อนข้างๆ แล้วก็คุยกันว่าเขาใช้คนกี่คนแสดง แอบเปิดตาดูด้วย 55555 ว่าเขาใช้คนกี่คน ก็รู้ว่าใช้คนไม่มาก แต่ประสบการณ์ที่เราได้รับมันแตกต่างมาก พอออกมาก็รู้สึกว่ามันแปลกดีนะ

พอตัดกลับมาถึงตอนที่พี่หลุยส์พูด นอกจากการแต่งตัวและ Body Language ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว มันก็จะมีบางคำที่สะกิดใจเรา เช่น เกี่ยวกับตอนที่เราเป็นเด็กๆ เราถูกสอนมาว่า เวลาเจอคนในรถเมล์ ก็ควรลุกให้นั่ง แต่ตอนที่เราโตขึ้น บางคนก็อาจจะทำเป็นไม่เห็น เพราะเราถูกสังคมกลืน คิดว่าคนอื่นยังไม่ลุกเลย เราไม่ลุกบ้างก็ได้

มันก็เหมือนสะกิดเราให้ลองเช็คหัวใจว่าถ้าตอนเด็กหัวใจคุณมันเคยดีอ่ะ แล้วตอนนี้หัวใจคุณยังดีอยู่รึเปล่า เราก็แบบ เฮ้ย ! จริงว่ะ ทำไมตอนนี้เราเป็นแบบนี้วะ

แล้วก็ยังมีคำพูดเกี่ยวกับความเหนื่อยระหว่างที่เราจะไปหาเป้าหมาย ว่าทุกคนต้องเหนื่อยก่อนจะไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ถ้ารู้สึกเหนื่อย อย่าเพิ่งยอมแพ้ เพราะคุณกำลังจะได้เจอ New Beginning ซึ่งตอนนั้นที่ฟังของ Speaker แต่ละคน เราจดของทุกคนเลยนะ แต่พอกลับมา เราแชร์ของพี่หลุยส์คนเดียว เรารู้สึกเราชอบคนนี้ มันเข้าถึงเรา ตอนนั้นหลังจากเพิ่งจบงานก็ได้แรงบันดาลใจนะ แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรต่อ

ไม่ใช่แค่ Inspire แต่มันคือการได้ร่วมลงมือทำ

หลังจากงาน TedxBangkok 2015 เราได้มีโอกาสรู้จักกับ Hand up ซึ่งเป็นโครงการที่ทำหน้าที่เหมือน HR ในการป้อนคนจากภาคธุรกิจ ไปช่วย Social Enterprise ตอนแรกเราก็ไม่สนใจหรอกว่าเขาทำอะไรกันอยู่ แต่พอเราได้ยินชื่อของ Blind Theatre เราก็ตื่นเต้นว่ามีที่นี่ด้วย ตอนนั้น Hand up เปิดรับสมัคร Marketing strategy ไปช่วย Blind Theatre พอดี เราก็เลยสมัครไป จริงๆ นอกจากความประทับใจในทอล์คของพี่หลุยส์แล้ว เคยมีช่วงหนึ่งที่เราปิดเทอมว่างๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แล้วรู้สึกว่าชีวิตน่าเบื่อ ไม่มีคุณค่า ก็เลยอยากลองทำอะไรใหม่ๆ เลยลองไปสอนหนังสือคนตาบอดที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ก็เจอน้องๆ ให้เราสอนการบ้าน สอนภาษาอังกฤษ แล้วพอช่วงพัก น้องๆ ก็มาขอให้เราอ่านนิยายให้ฟัง มันเป็นหนังสือนิยาย ที่มีเป็นตอนๆ ถึงตอนจบ คล้ายกับเรื่องย่อละครในทีวี น้องก็มาบอกว่าอ่านถึงตอนนี้แล้ว ให้เราอ่านต่อให้ฟังหน่อย เราก็เต็มที่เลย เป็นทั้งเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย คือ

ในตอนนั้น ภาพที่เราเห็น น้องเขาที่ตาบอด ก็มองไปบนฟ้า แล้วจินตนาการตาม หน้าน้องในตอนนั้นดูมีความสุขมาก มองกลับมาที่ตัวเราตอนนั้นที่เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าอะไรเลย แล้วได้มาทำให้ใครสักคนมีความสุขมันทำให้เรารู้สึกว่า การให้โคตรมีค่าเลย

ให้แบบไม่ได้หวังด้วยนะ ว่าจะได้อะไรตอบแทน เราก็เลยอินกับเรื่องคนตาบอดตั้งแต่ตอนนั้น มันก็มาพอดีกันหมด จากที่ได้ฟังทอล์ค แล้วก็ Hand up หา Marketing strategy ไปช่วย Blind Theatre พอดี เราคิดว่าอย่างน้อย เราอินกับคนตาบอด แล้วเราก็มีความรู้พอที่จะไปแชร์ได้ ก็เลยสมัครเข้าไป

การเป็นผู้ให้และผู้รับกับ Blind Theatre

ตอนนั้นที่ได้รับเลือกเข้ามา เขาไม่ได้รับ Marketing strategy อย่างเดียว แต่รับอีกหลายตำแหน่ง ในทีมเลยมีทั้งที่ปรึกษาทางการเงิน และที่ปรึกษาด้านธุรกิจ เวลาคุยงานกันก็จะมีทีมของ Hand up ที่มาช่วยด้านธุรกิจ กับทีมของพี่หลุยส์ จาก Blind Theatre ที่ดูแลด้านการแสดง เราก็มองว่าความรู้ด้านธุรกิจของเรากับความสามารถด้านการแสดงของ Blind Theatre ระหว่างเรามันมีอะไรที่เติมให้กันได้ ทีมเราจะเน้นให้คำปรึกษา คุยกันว่าทำยังไงให้กลุ่ม Blind Theatre ทำธุรกิจได้ในระยะยาว สิ่งที่เราเข้าไปให้ก็เลยเป็นแนวคิดด้านธุรกิจมากกว่า เช่น วิธีการพูดในด้านการตลาด เพื่อเล่าให้คนอื่นฟังถึง Blind Theatre แบบสั้นๆ แต่ให้เข้าใจง่าย หรือเราควรจะชูจุดเด่นของ Blind Theatre เรื่องอะไร เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย หรือเพื่อให้มีคนสนใจและสนับสนุน เหมือนทุกคนก็เข้าไปเรียนรู้ด้านธุรกิจไปพร้อมๆ กัน อย่างหนึ่งที่เราชอบจากพี่หลุยส์ คือ วันแรกที่เข้าไป เขาถามเราว่า เราอยากได้อะไรจากตรงนี้ คือ เขาก็เชื่อในเรื่องการเป็นผู้ให้และผู้รับ และพร้อมแบ่งปันความรู้กับเรา เราว่ามันดีมากเลยบรรยากาศที่เราได้เป็นทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับ

ประสบการณ์ที่ได้กับ Blind Theatre

เราว่าเสน่ห์ของชีวิต คือ การได้เจอคนใหม่ๆ และได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์หรือสร้างความทรงจำร่วมกับคนเหล่านั้น และการมาทำตรงนี้กับ Blind Theatre ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ระหว่างทางเยอะมาก ทุกคนที่เจอช่วยสอนประสบการณ์ต่างๆ ให้เรา ทำให้เราได้มีโอกาสเป็นผู้ให้และผู้รับกับทุกคนที่เราได้เจอ ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ

Learn Unlearn Relearn ในแบบของเต้

เราเป็นคนเชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณ แล้วก็ Passion เราเชื่อว่า ถ้าคุณมี Passion คุณจะสามารถทำทุกอย่างให้ดีได้ เราว่า Passion มันก็คล้ายๆ กับความเชื่อของพี่หลุยส์ ที่เชื่อว่า ละครจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วก็พยายามทำละครดีๆ ออกมา มันทำให้เราเห็นว่า คนคนหนึ่ง ถ้ามี passion ในเรื่องนั้นจริงๆ ก็จะทำสิ่งนั้นอย่างมุ่งมั่น ไม่ล้มเลิก ถึงแม้ว่าจะเหนื่อย หรือว่ามีอุปสรรค ก็จะไม่ยอมแพ้ เราไม่รู้เหมือนกันนะว่ามัน Learn Unlearn Relearn หรือเปล่า แต่สำหรับเรามันคือสิ่งที่เราอยากแชร์ให้ฟัง

อีกเรื่องคือ เราเชื่อว่าการแบ่งปัน (Sharing) มันดีเสมอ ถ้าเราเก่งเรื่องไหน เราก็ลองเอาไปแชร์ ถ้าใครเก่งอีกเรื่อง เราก็รับฟัง สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็จะได้เรียนรู้มากขึ้น

เราว่ามันไม่มีใครที่เก่งที่สุด แต่ละคนจะมีด้านที่ตัวเองเก่งและไม่เก่ง พอเราได้มาแชร์กัน มันทำให้เราได้เปิดใจ ว่าถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ เราสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

คนที่คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ทำตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้ว วันหนึ่งก็จะถูกแซงจากคนที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เราว่า Learn Unlearn Relearn ของเราเกิดจากสิ่งเหล่านี้

หลังจากฟัง TEDxBangkok 2015 ในวันนั้น เต้ก็คงไม่รู้ตัวว่า วันหนึ่ง จะได้มาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของ Talk ที่ตัวเองชื่นชอบ มันอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ถ้าเต้ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมต่อไป แต่แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในใจของเขาในวันนั้น ทำให้เขาไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของ Talk ที่ประทับใจ แล้วคุณล่ะ พร้อมที่จะมาสร้างแรงกระเพื่อมในใจ หลังจากฟัง TEDxBangkok 2016 แล้วหรือยัง ?

Comments are closed.

Theme developed by TouchSize - Premium WordPress Themes and Websites